รูปจาก: https://www.chiangraitimes.com
หลาย ๆ คนคงเคยสงสัยว่า Data Science คืออะไรกันแน่
ทำไมถึงถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกธุรกิจ มันสามารถ make money ได้จริงหรือ เช่นเดียวกันกับผู้เขียนเองก็เคยสงสัยว่า Data
Science มันมีดีอะไร ทำไมหลาย ๆ
องค์กรจึงประสบความสำเร็จได้ด้วยสิ่งนี้
รูป ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล จาก: https://thematter.com
จนวันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสฟัง Podcast ของ The Secret Sauce ตอน Data Science for Business วิธีการใช้ Data ทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ที่คุณเคน นครินทร์ คุยกับ ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล อดีต Data Scientist จาก Facebook ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลก จึงได้กระจ่างแจ้งว่า Data Science นี้เองคือ กลยุทธ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรในโลกยุคดิจิทัล
Data Science คืออะไร?
Data Science คือการเอาข้อมูลมาสร้างมูลค่าธุรกิจ ปัจจุบัน touchpoint ต่างๆ ของลูกค้าเป็นดิจิทัลทั้งหมด นั่นแปลว่าเราสามารถเก็บข้อมูลมาได้เยอะมาก และการที่จะเอาข้อมูลพวกนี้มาใช้งานได้ก็จะอาศัย Data Scientist มาช่วย
ทำไมการใช้ Data จึงสำคัญมากในโลกยุคดิจิทัล?
"ถ้าคุณไม่สามารถวัดผลได้
คุณก็ไม่สามารถทำตัวเองให้ดีขึ้นได้
เพราะตอนนี้คุณไม่รู้เลยว่าคุณอยู่ตรงไหน"
รูปจาก: https://www.azquotes.com
ถ้ามีคนมาบอกคุณว่า เดินครบ 10,000 ก้าวในหนึ่งวันจะทำให้สุขภาพดี
แล้วคุณเคยรู้ไหมว่าวันหนึ่งคุณเดินไปกี่ก้าว คุณจะไม่รู้เลยถ้าคุณไม่ใช้ fitbit เพื่อมาช่วย track ก้าวเดินในแต่ละวันของคุณว่า
เดินไปแล้วกี่ก้าวและต้องไปอีกเท่าไหร่ถึงจะบรรลุเป้าหมาย
มันก็เหมือนกับคุณเดินหลงป่าแบบไม่มีเข็มทิศ เพราะฉะนั้นแค่การเริ่มเก็บข้อมูล
เริ่มดูว่าเราทำอะไรไปบ้าง แค่นี้องค์กรจะเดินแบบมีเข็มทิศมากขึ้น
อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
ควรจะเริ่มต้นอย่างไร?
เริ่มต้น จากการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจให้ชัดเจน
คือคุณต้องมีคำถามว่า เป้าหมายทางธุรกิจของคุณคืออะไร อยากจะรู้อยากจะทำอะไร
และข้อมูลจะมาช่วยให้ทำตรงนั้นได้ดีได้อย่างไร
ขั้นต่อมา คือ
เมื่อตั้งคำถามและก็คิดย้อนกลับไปว่าจะทำอย่างไรให้เก็บข้อมูลต่าง ๆ
ได้ตรงตามเป้าหมายหรือตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ ซึ่งวิธีการเก็บข้อมูลต้อง เนียน
หมายถึงว่า เราต้องให้ประโยชน์กับคนที่มาให้ข้อมูลเราในเวลาเดียวกัน
สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลาย ๆ องค์กรคือ
การเก็บข้อมูลมาแล้วแต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร ไม่รู้ว่าต้องนำไปต่อยอดตรงไหน
ตัดสินใจต่อไม่ได้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทักษะตรงจุดนี้คือ
การทำงานร่วมกับคนที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
เข้าใจในธุรกิจ และลองคิดโจทย์จริง ลองทำ project จริง
ตัวอย่าง Data-Driven Organization ที่ประสบความสำเร็จ
Lotus เป็นบริษัท non-tech ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ข้อมูลขับเคลื่อนองค์กร
รูปจาก: https://cover660.rssing.com
Lotus จะมีการเก็บข้อมูลของลูกค้า เช่น ไลฟสไตล์ เพศ อายุ เป็นต้น เขาจะเชิญชวนให้ลูกค้าสมัครสมาชิก โดยใช้แรงจูงใจคือ ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งต้องแลกกับข้อมูลของลูกค้า เวลาเราไปใช้บริการแล้วบอกรหัสสมาชิกเขาก็สามารถ track ไว้ได้ทั้งหมด เขาจึงรู้ว่าลูกค้าคนนี้ ไลฟสไตล์แบบนี้ เพศนี้ อายุประมาณนี้ สนใจในสินค้าชิ้นไหน เพื่อที่จะจัดโปรโมชั่นให้ตรงตามความสนใจของลูกค้าเป็นรายบุคคลได้ ดังนั้นหลายคนจึงแปลกใจว่าทำไมหลาย ๆ ห้างจัดโปรโมชั่น หรือส่งคูปองมาเหมือนรู้ว่าเรากำลังอยากได้อะไร จริง ๆ แล้วคือเขากำลัง track เราอยู่นั่นเอง
สร้างทีมของตัวเอง หรือ
จ้าง Consultant?
หลาย ๆ องค์กรพยายามจะจ้าง consultant แล้วหวังว่ามันจะพลิกองค์กรได้ทันที
แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก โดยการจ้าง consultant มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือ มีทีมพร้อมจะทำให้
เราไม่ต้องสร้างทีมเอง
ข้อเสียคือ Consultant อาจจะไม่รู้จัก Industry ไม่รู้จักองค์กรของเราดีพอ
ถึงแม้เขาจะมีข้อมูลที่จำเป็นครบอยู่ตรงหน้าหรือสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้
แต่เขาก็อาจจะไม่สามารถหา Insight แบบที่เราหาเจอได้เอง
Mindset ของคนที่จะใช้ Data ได้ดีคืออะไร?
รูปจาก: https://www.gettingsmart.com
Mindset ที่สำคัญที่สุดคือ
จะต้องตั้งคำถามทางธุรกิจให้ถูก ต้องรู้ว่าเราอยากจะทำอะไร
แล้วค่อยลงมือเก็บข้อมูลเพิ่มในสิ่งที่ต้องการ โดยห้ามตั้งคำถามจากข้อมูลที่มีอยู่
เพราะไม่อย่างนั้นสุดท้ายก็ต้องติดกับดักความคิดของตนเอง เช่น การตั้งคำถาม
ฐานข้อมูลมี 20 คอลัมน์สามารถทำอะไรได้บ้าง มันก็จะวนอยู่แค่นี้
ซึ่งอาจจะตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ธุรกิจก็ได้
ดังนั้นจึงควรตั้งในทิศทางที่ว่าจะแก้ปัญหาทางธุรกิจอะไร หรือตั้งคำถามที่น่าสนใจ
แล้วค่อยถอยมาว่าต้องเก็บ data อะไรบ้าง
ทำอย่างไรให้เป็น Data-Driven Organization?
เลเวล 1 การเก็บข้อมูล ต้องมี The right data เป็นข้อมูลที่ทุกคนอยากได้และพร้อมใช้งาน
เลเวล 2 Tools and Accessibility ทุกคนในองค์กรควรจะสามารถเอาข้อมูลมาใช้งานได้
เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วโอกาสใหม่ ๆ มักจะเกิดจากการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
เพราะฉะนั้นเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเป็นจึงสิ่งสำคัญมาก
จะเห็นได้ว่าองค์กรระดับโลกที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกือบทุกอย่างในองค์กรได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ทำอย่างไรให้สามารถบริหารควบคุมการเอาข้อมูลมาใช้ในองค์กรได้ถ้าให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ จะต้องบริหารจัดการให้ได้ว่า ไม่ควรไปเอาข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกมาใช้
เลเวล 3 Education สุดท้ายจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้คือ ต้องมีความรู้ทางสถิติ ต้องเข้าใจ วิเคราะห์เป็น และถูกต้องแม่นยำ การใช้หลักทางสถิติเข้ามาช่วยคิด จะทำให้เรามั่นใจและเข้าใจในข้อมูลที่เรามีอยู่ได้
ทั้ง 3 เลเวลต้องค่อย ๆ
ไล่ระดับขึ้นไปเราถึงจะสามารถเอาข้อมูลมาใช้งานได้ หัวใจสำคัญของ Data-Driven
Organization คือการ empower ทุกคนในองค์กรจะต้องสามารถเอาข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ และจะต้อง identify คือระบุได้ว่ามันมีโอกาสที่เราจะเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ตรงไหนได้บ้าง
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้าง Data-Driven Organization
ในปัจจุบันผู้บริหารมักจะให้ความสนใจกับการสร้างอะไรล้ำ ๆ ไว้ในองค์กร
อย่าง Machine Learning, AI ทั้ง ๆ
ที่องค์กรยังไม่มีความพร้อม ดังนั้นควรจะเริ่มต้นทำจากสิ่งเล็ก ๆ
ที่เรามีก่อนแล้วค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทิศทางการใช้ Data ในอนาคต
“คนที่ช้าต้องรีบ คนไม่ใช้แพ้ชัวร์”
รูปจาก: https://th.pngtree.com
ตอนนี้โลกของเราเริ่มเห็นชัดแล้วว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จ
องค์กรที่เก่งในด้านใดด้านหนึ่งแล้วเขามักจะสุดอยู่คนเดียว ไม่มีใครมาเทียบได้
เพราะฉะนั้นถ้าเรายังช้าไม่รีบเอามาใช้ ในอนาคตคงแพ้แน่นอน
เรื่องยากหลายเรื่อง เช่น Machine Learning, AI จะถูกทำให้ง่ายขึ้น จะกลายมาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น
ผู้เขียนคิดว่า Data Science เป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ทำธุรกิจในยุคนี้ควรจะตระหนักและเอาไปปรับใช้ภายในองค์กรทั้งที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ตาม เพราะมันสามารถสร้างโอกาส
ทำให้องค์กรก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ อีกทั้งปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรสามารถเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมหาศาลด้วยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์
ดังนั้น Data Science จึงไม่ใช้เรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไป
ทุกคนต้องตระหนักว่าปัจจุบันนี้โลกของเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เราจึงควรตระหนักเพื่อให้รู้เท่าทันโลก
เพราะมันอาจสร้างโอกาสให้เราได้ในอนาคต





